Data Transfer คืออะไร?

Data Transfer หรือ Bandwidth คือ ปริมาณข้อมูลที่เข้า-ออกจาก Server ผ่านการใช้งาน User ของคุณ ข้อมูลที่เข้าสู่ Server ยกตัวอย่างเช่น การ Upload ข้อมูลผ่าน FTP หรือหน้าเว็บไซต์ การรับ e-mail ส่วนข้อมูลที่ออกจาก Server เช่น การ Download ข้อมูลผ่าน FTP หรือหน้าเวปไซต์ การส่ง e-mail ออก การเปิดดูเว็บไซต์ ซึ่งถ้ามีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณมาก ปริมาณข้อมูลออกของเว็บไซต์นั้นก็จะมากด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณ upload file รูป ชื่อ image1.jpg ขึ้นไปในเว็บโฮสติ้งของคุณ แล้วนำรูปนั้นไปใช้ในเวปไซต์อื่น โดยเรียกมาที่เว็บโฮสติ้งของคุณ เมื่อมีคนเปิดเว็บไซต์อื่นที่มีรูปนั้น ก็จะนับเป็น Data Transfer จากเว็บโฮสติ้งของคุณด้วย โดยปกติปัญหาด้าน Data Transfer นั้นจะมีกับเว็บไซต์ใหญ่ๆ ที่มีข้อมูล และผู้เข้าชมสูงเท่านั้น การคำนวณ Data Transfer นี้จะเป็นผลรวมเดือนต่อเดือน เมื่อขึ้นวันที่ 1 เดือนใหม่ จะมีการ reset ค่าเป็นศูนย์ แล้วเริ่มนับใหม่

Read More

อยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง ต้องมีทำอย่างไรบ้าง?

ในการสร้างเว็บไซต์ ส่วนประกอบที่สำคัญคือ 1. ชื่อโดเมน (Domain Name) คือ ชื่อเว็บไซต์ของคุณ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบ่งบอก ว่าเว็บไซต์นั้น มีชื่อ อะไร ซึ่งโดยทั่วไป ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ อาจจะนำ Brand ของคุณมาตั้งเป็น ชื่อโดเมน และ ถ้าเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับ Portfolio หรือ ประวัติบริษัท แนะนำบริษัท ก็อาจนำชื่อ บริษัท มาตั้งเป็น ชื่อโดเมน ได้ หรือ ถ้าคุณอยากจะเปิดร้านค้าออนไลน์ หรืออยากขายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ท่านก็อาจนำเอาชื่อหลักของสินค้านั้นมาตั้งเป็น ชื่อ domain ได้เหมือนกัน 2. ไฟล์เว็บไซต์ของคุณ ( Source Code Website ) โดยทั่วไปจะเป็นไฟล์นามสกุล htm, html, php, asp, aspx ซึ่ง สำหรับ คนที่ไม่มีความรู้ในการพัฒนาเว็บไซต์ นั้น สามารถหา CMS ฟรี ต่าง ๆ มาลงเองได้เช่นกัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ มี CMS ฟรี ๆ ดี ๆ หลายชนิด เช่น เว็บบล๊อก ( Word Press ) , เว็บร้านค้าออนไลน์ ( Opencart , Magento ) , เว็บบอร์ด ( phpBB3 , SMF ) มาติดตั้งเองได้เลบ 3. พื้นที่เว็บไซต์…

Read More

COURSES-3วัน เรียนทำเว็บไซต์ด้วย WORDPRESS แบบกลุ่ม

WP6-ฺGroups Courses WordPress+Websideอย่างละเอียด ทั้งหมด3วัน เรียนกลุ่มหลักสูตรพื้นฐานจนชำนาญ+เว็บ ราคา 30,000฿ (3ท่านขึ้นไป แต่ไม่เกิน6) เรียนทั้งหมด3วัน ไม่รวมการเดินทาง หากเป็นต่างจังหวัด

Read More

เหตุผลที่เปลี่ยนจาก WORDPRESS มาเป็น JOOMLA!

joomla กับ wordpress อะไรดีกว่ากัน

หลายปีที่แล้วนักพัฒนาเว็บไซต์ต่างพากันเลิกใช้จูมล่าและหันไปใช้ WordPress กันแทน ซึ่งขณะนี้ WordPress เป็น CMS (Content Management System) ที่นิยมมากที่สุด WordPress เริ่มต้นจากการเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะสำหรับบล็อก แต่มีการเติบโตและพัฒนาขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเป็นผู้นำทางซอฟท์แวร์ที่มียอดการติดตั้งนับล้านนั้น WordPress มักจะเป็นเป้าหมายของเหล่าแฮกเกอร์และสแปมบอท ผู้ต้องการสร้างเว็บไซต์สามารถใช้ประโยชน์กับ Joomla และ WordPress ได้มากมาย ทั้งยังมีความสามารถ ความยืดหยุ่น ซึ่งทำให้สะดวกในการใช้งานมากขึ้น ในบทความนี้เราจะแสดงให้เห็นว่าทำไมคุณถึงควรกลับมาใช้จูมล่า 3.3 ตัวใหม่ (และ 3.4 เร็วๆนี้) Multilingual websites: ในขณะที่ทำการติดตั้งจูมล่านั้น ผู้ใช้สามารถที่จะเลือกภาษาเพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษได้ ซึ่งแตกต่างจากซอฟท์แวร์ตัวอื่นที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ add-onในการสร้างภาษาที่หลากหลายให้กับเว็บไซต์ Mobile Bootstrap framework: จูมล่า 3.3 ใช้ Twitter Bootstrap Framework สำหรับระบบหลังบ้าน ซึ่งได้มีการออกแบบใหม่และสามารถเปิดใช้งานกับมือถือได้อย่างง่ายดาย ส่วนเทมเพลตบนหน้าเว็บไซต์และระบบหลังบ้านนั้นสามารถเปิดใช้งานรองรับทุกหน้าจอโดยอัตโนมัติ The Install from Web feature: ผู้ใช้สามารถติตตั้ง extensionในลักษณะที่คล้ายกันเหมือนใน WordPress โดยการเลือกจากสารบบบนเว็บไซต์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดมาก่อน ACL (Access Control List) Support: ครั้งนี้จูมล่าขยายระบบการควบคุมการเข้าถึง (access control) มากกว่าจูมล่ารุ่น 1.5 แต่ WordPress นั้นมีการจำกัดระบบการควบคุมการเข้าถึงและยากในการปรับปรุงแก้ไข สำหรับจูมล่า 3.x นั้นมีระบบการควบคุมการเข้าถึงที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น ระบบการควบคุมการเข้าถึงของจูมล่านั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ระบบ ระบบแรกเป็นระบบการควบคุมสิ่งที่ผู้ใช้สามารถมองเห็นบนหน้าเว็บไซต์ ระบบที่สองเป็นระบบการควบคุมสิ่งที่ผู้ใช้สามารถกระทำได้บนหน้าเว็บไซต์ ซึ่ง ACL ของแต่ละอันจะมีการติดตั้งที่แตกต่างกัน และมีวิธีใช้งาน 2 วิธี โดยใช้กลุ่มและระดับการเข้าถึง (access level) Front-end…

Read More